โพสต์ โดย Yamachita » อังคาร 04 ธ.ค. 2012 10:23 am
นายวีระศักดิ์ กิตตินันทกุล รองผู้อำนวยการการตลาด บริษัทโอลิมปิคกระเบื้องไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ตรา “เฌอร่า”เปิดเผยถึงแผนการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์ ว่า หลังจากที่บริษัทได้มีการนำผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายในฟิลิปปินส์ได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้บริษัทจะเน้นให้ความสำคัญกับการทำตลาด 9 ประเทศ รวมทั้งฟิลิปปินส์มากเป็นพิเศษอีกประเทศหนึ่ง ตามแผนยุทธศาสตร์การสร้าง “เฌอร่า” ให้เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติ
ทั้งนี้กลยุทธ์หลักในการทำตลาดเฌอร่าในฟิลิปปินส์นั้น บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างห้างค้าปลีกรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ คือ CW Home Depot โดยการนำผลิตภัณฑ์เฌอร่าทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่าย ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้, ผลิตภัณฑ์เฌอร่าบอร์ด และกลุ่มหลังคา ซึ่งได้มีการนำกลยุทธ์การตลาดแบบการสร้างประสบการณ์ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย(Experience Marketing) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำตลาดในไทย ไปใช้ในการทำตลาดในฟิลิปปินส์ด้วย โดยสร้างเฌอร่าแกลอรี่แสดงให้เห็นถึงผลิตภัณฑ์เฌอร่าครบทั้ง 7 ระบบ ในสาขาหัวเมืองเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ คือ Alabang, Ortigas, Manila Bay, Balintawa เพื่อให้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์เห็น และเข้าใจศักยภาพของเฌอร่า ทำให้เกิดการยอมรับในผลิตภัณฑ์และคุณภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งขันในท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มการรุกตลาดด้วยแคมเปญ “OPOH” (One Project One House) โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ของเฌอร่าในบ้านหรือโครงการตัวอย่างสำหรับเจ้าของบ้านชาวฟิลิปปินส์ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเป็นศูนยกลางหรือแลนด์มาร์คได้อย่างโดดเด่นเป็นการสนับสนุนการประชาสัมพันธ์แบรนด์ โดยที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะสามารถสัมผัสประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์จริง เป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ และกระตุ้นให้เกิดยอดขายเพิ่มมากขึ้น โดยลูกค้าชาวฟิลิปปินส์สามารถเข้าร่วมโครงการผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษส่วนลด 50% ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในขณะนี้
“กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ เป็นการดำเนินกิจกรรมการตลาดร่วมกันระหว่างเฌอร่ากับตัวแทนจำหน่ายในฟิลิปปินส์ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความไว้วางใจในแบรนด์ และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ของเฌอร่าที่มีอยู่ เพื่อนำมาสู่ยอดขายและก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดไฟเบอร์ซีเมนต์ ทั้งผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้เฌอร่า ผลิตภัณฑ์เฌอร่าบอร์ด และกลุ่มหลังคา โดยคาดว่าจะเกิดการขยายตัวของยอดขายและตัวแทนจำหน่ายในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 25% ใน ปี 2556”นายวีระศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรองรับกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เฌอร่าในฐานะผู้นำนวัตกรรมไฟเบอร์ซีเมนต์ ยังคงเดินหน้าสร้างแบรนด์เฌอร่า ให้เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยผสานทุกผลิตภัณฑ์ให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ “เฌอร่า สวยครบหลัง อยู่สบายทุกชีวิต” (SHERA...Build Better, Live Better) เน้นการพัฒนาทุกผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เพื่อนำไปสู่การนำไปใช้งานสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และปัจจุบันเฌอร่ายังก้าวไปสู่ผู้นำแห่งการพัฒนานวัตกรรมใหม่ตลอดเวลาด้วยสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Product ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาด AEC โดยเฌอร่าผ่านการรับรองฉลากเขียว (Green Label) แล้วในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เป็นต้น ส่งผลให้สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้ และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2555 สัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 15% ของการขายทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20%ในปี 2556
ที่มา : naewna.com
นายวีระศักดิ์ กิตตินันทกุล รองผู้อำนวยการการตลาด บริษัทโอลิมปิคกระเบื้องไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ตรา “เฌอร่า”เปิดเผยถึงแผนการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์ ว่า หลังจากที่บริษัทได้มีการนำผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายในฟิลิปปินส์ได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้บริษัทจะเน้นให้ความสำคัญกับการทำตลาด 9 ประเทศ รวมทั้งฟิลิปปินส์มากเป็นพิเศษอีกประเทศหนึ่ง ตามแผนยุทธศาสตร์การสร้าง “เฌอร่า” ให้เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติ
ทั้งนี้กลยุทธ์หลักในการทำตลาดเฌอร่าในฟิลิปปินส์นั้น บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างห้างค้าปลีกรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ คือ CW Home Depot โดยการนำผลิตภัณฑ์เฌอร่าทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่าย ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้, ผลิตภัณฑ์เฌอร่าบอร์ด และกลุ่มหลังคา ซึ่งได้มีการนำกลยุทธ์การตลาดแบบการสร้างประสบการณ์ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย(Experience Marketing) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำตลาดในไทย ไปใช้ในการทำตลาดในฟิลิปปินส์ด้วย โดยสร้างเฌอร่าแกลอรี่แสดงให้เห็นถึงผลิตภัณฑ์เฌอร่าครบทั้ง 7 ระบบ ในสาขาหัวเมืองเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ คือ Alabang, Ortigas, Manila Bay, Balintawa เพื่อให้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์เห็น และเข้าใจศักยภาพของเฌอร่า ทำให้เกิดการยอมรับในผลิตภัณฑ์และคุณภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งขันในท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มการรุกตลาดด้วยแคมเปญ “OPOH” (One Project One House) โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ของเฌอร่าในบ้านหรือโครงการตัวอย่างสำหรับเจ้าของบ้านชาวฟิลิปปินส์ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเป็นศูนยกลางหรือแลนด์มาร์คได้อย่างโดดเด่นเป็นการสนับสนุนการประชาสัมพันธ์แบรนด์ โดยที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะสามารถสัมผัสประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์จริง เป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ และกระตุ้นให้เกิดยอดขายเพิ่มมากขึ้น โดยลูกค้าชาวฟิลิปปินส์สามารถเข้าร่วมโครงการผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษส่วนลด 50% ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในขณะนี้
“กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ เป็นการดำเนินกิจกรรมการตลาดร่วมกันระหว่างเฌอร่ากับตัวแทนจำหน่ายในฟิลิปปินส์ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความไว้วางใจในแบรนด์ และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ของเฌอร่าที่มีอยู่ เพื่อนำมาสู่ยอดขายและก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดไฟเบอร์ซีเมนต์ ทั้งผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้เฌอร่า ผลิตภัณฑ์เฌอร่าบอร์ด และกลุ่มหลังคา โดยคาดว่าจะเกิดการขยายตัวของยอดขายและตัวแทนจำหน่ายในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 25% ใน ปี 2556”นายวีระศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรองรับกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เฌอร่าในฐานะผู้นำนวัตกรรมไฟเบอร์ซีเมนต์ ยังคงเดินหน้าสร้างแบรนด์เฌอร่า ให้เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยผสานทุกผลิตภัณฑ์ให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ “เฌอร่า สวยครบหลัง อยู่สบายทุกชีวิต” (SHERA...Build Better, Live Better) เน้นการพัฒนาทุกผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เพื่อนำไปสู่การนำไปใช้งานสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และปัจจุบันเฌอร่ายังก้าวไปสู่ผู้นำแห่งการพัฒนานวัตกรรมใหม่ตลอดเวลาด้วยสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Product ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาด AEC โดยเฌอร่าผ่านการรับรองฉลากเขียว (Green Label) แล้วในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เป็นต้น ส่งผลให้สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้ และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2555 สัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 15% ของการขายทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20%ในปี 2556
ที่มา : naewna.com